Select Page

สุขภาพ

 

คลัสเตอร์สุขภาพ

ความเป็นมา

สุขภาพเป็นส่วนประกอบสำคัญของชีวิตมนุษย์ องค์การอนามัยโลกได้กำหนดสุขภาพหมายถึง “สภาวะอันสมบูรณ์ของภาวะทางกาย จิต จิตวิญญาณ และสังคมของบุคคล อันมิได้หมายถึงความปราศจากโรคหรือความบกพร่องเพียงอย่างเดียว” คำจำกัดความนี้เน้นว่าสุขภาพที่ดีไม่ได้จำกัดเฉพาะกับรัฐที่ปราศจากโรคเท่านั้น นอกจากนี้ยังเน้นความสำคัญของจิตใจและสวัสดิการทางสังคม

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดตั้ง “CU Health Research Cluster” วัตถุประสงค์หลักคือการดำเนินการโครงการวิจัยที่ครอบคลุม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้าใจในกระบวนการของโรคและเพื่อพัฒนาวิธีการใหม่สำหรับการวินิจฉัยและการรักษา มุ่งเน้นไปที่สภาพทางพยาธิวิทยาที่เป็นที่แพร่หลายมากในประเทศและภูมิภาคของเรา

ศ.นพ. วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์

E-mail: vorasuk.s@chula.ac.th

more

องค์กรและกิจกรรม

เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นเราจัดให้มีการวิจัยสุขภาพของ CU เป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ งานวิจัยด้านโรคและการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์

งานวิจัยจากโรค พื้นที่การวิจัยนี้ครอบคลุมโรคติดต่อและไม่ติดต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความชุกสูง เกี่ยวกับโรคติดต่อทีมวิจัยของเราจะตรวจสอบโรคที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งและโรคไวรัสที่สำคัญในประเทศ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H5N1 และโรคไข้หวัดนก (LPAI) โรคไข้หวัดใหญ่เฉียบพลัน (chikungunya) โรคมือปากและเท้า ไวรัสตับอักเสบ (HBV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1, H3N2 และ H1N1 (2009) ), Piconavirus, Rhinovirus C, Human Astrovirus, Norovirus, Rotavirus ฯลฯ นอกจากนี้เรายังศึกษาสาเหตุและรายละเอียดทางคลินิกของโรค zoonotic เช่นโรคพิษสุนัขบ้า ไข้เลือดออกเฉียบพลัน โรคไข้สมองอักเสบ เป็นต้น ตัวอย่างเช่นการวิจัยเรื่องโรคเอดส์และโรคเอดส์ ติดเชื้อร่วม

มะเร็งเป็นความสนใจหลักของเราเกี่ยวกับโรคที่ไม่ติดต่อ ทีมวิจัยด้านเนื้องอกวิทยาของเราได้ทำการสำรวจชีววิทยาและรูปแบบทางคลินิกของโรคมะเร็งในประเทศไทยเช่นมะเร็งตับมะเร็งปอด (โดยเฉพาะเซลล์ที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก) มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น

ศูนย์ความเป็นเลิศ

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์

เวชพันธุศาสตร์: จากผู้ป่วยสู่ความเข้าใจชีววิทยาของการเจริญเติบโตและพัฒนาอวัยวะมนุษย์ สะท้อนกลับไปประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติทุกสาขาศูนย์ฯได้คำถามจากการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่ประเด็นการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค การดูแลรักษา ตลอดจนการป้องกัน ศึกษาเชิงลึกจนได้องค์ความรู้ที่สามารถนำกลับไปใช้กับผู้ป่วย ครอบครัว และมนุษย์คนอื่น ๆ ได้ โดยแนวทางในการศึกษาวิจัยแบ่งได้ดังนี้

งานวิจัยเด่น

1. การวินิจฉัยโรค พัฒนาวิธีการทางอณูพันธุศาสตร์เพื่อหาการกลายพันธุ์ การวิเคราะห์หาการกลายพันธุ์และการศึกษาเพื่อยืนยันว่าการกลายพันธุ์เหล่านั้นเป็นสาเหตุของโรค (Mutation Detection and Validation of their Pathogenicity) ศูนย์ฯ เป็นผู้นำในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) กับเวชปฏิบัติ (Clinical Genome and Exome Sequencing) และการวิจัยทางการแพทย์ในประเทศไทย โดยผลงานเด่นในด้านดังกล่าว เช่น การพบ germline and somatic DICER1 mutations ใน pituitary blastoma ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร J Clin Endocrinol Metab (Impact Factor 6.31)
นอกจากวิธีทางอณูพันธุศาสตร์ ศูนย์ฯยังใช้วิธีทางชีวเคมี เช่น Gas chromatography/mass spectrometry ซึ่งเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคพันธุกรรมเมแทบอลิก (Inborn Errors of Metabolism)

2. การศึกษาหาสาเหตุและพยาธิกำเนิดของโรค เพื่อความเข้าใจการแสดงออก การดำเนินโรคและการพยากรณ์โรค
การศึกษาหายีนก่อโรค (Identification of Human Disease Genes) ศูนย์ฯได้ศึกษาโรคพันธุกรรมหลายโรค เพื่อหายีนก่อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ภาวะไม่มีเต้านม และโรค systemic lupus erythematosus โดยผลงานเด่นในกลุ่มนี้คือ การพบว่ายีน MBTPS2 เป็นยีนของโรค X-linked osteogenesis imperfecta ตีพิมพ์ใน Nature Communications (impact factor 11.5) และการพบการกลายพันธุ์ในยีน SATB2 ในกลุ่มอาการใหม่ ตีพิมพ์ใน Human Mutation
การศึกษาพยาธิกำเนิด (Mechanistic Pathogenesis) ศูนย์ฯศึกษากลไกการเกิดโรคของภาวะนิ้วไม่ครบ และพบเป็นครั้งแรกว่า ยีน DLX5 และ DLX6 ในเซลล์กระดูกของคนปกติ แสดงออกจากเฉพาะยีนของบิดาเท่านั้น ตีพิมพ์ใน Journal of Medical Genetics (impact factor 6.3)

3. การพยากรณ์โรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยากรณ์ว่าผู้ป่วยคนใดจะแพ้ยาใด (เภสัชพันธุศาสตร์ Pharmacogenetics) ศูนย์ฯ ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างการแพ้ยา carbamazepine กับ HLA-B*1502 ในประชากรไทย ผลงานได้รับการตีพิมพ์ใน Epilepsia ปี 2008 และมีกว่า 200 citations. US FDA ได้อ้างถึงผลงานนี้ใน website ขององค์กรด้วย ศูนย์ฯได้ทำการศึกษาเภสัชพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งศึกษายารักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก พบปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทำให้ขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยไทยต่างจากขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยผิวขาว

4. การป้องกันโรค และแนวทางใหม่ในการดูแลรักษา ศูนย์ฯได้ศึกษารวมทั้งรณรงค์ให้หญิงวัยเจริญพันธุ์รับประทานกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์ เพื่อลดอุบัติการณ์ของความพิการแต่กำเนิดของทารก เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ศูนย์ฯสามารถใช้เทคโนโลยีทางอณูพันธุศาสตร์ให้การวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์มีการกลายพันธุ์ที่ก่อโรคในครอบครัวนั้น ๆ หรือไม่ (Prenatal diagnosis) นอกจากนี้ศูนย์ฯร่วมกับกลุ่มวิจัยอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ กำลังพัฒนาเทคนิค genome editing เพื่อคิดค้นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคพันธุกรรมในผู้ป่วยที่เป็นโรคที่สามารถหายได้ด้วยการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกแต่ไม่สามารถหา donor ที่เหมาะสมได้

ติดต่อ
ศ.นพ. วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการวิจัยและพัฒนาวัคซีน

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการวิจัยและพัฒนาวัคซีนได้จัดตั้งขึ้นภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ได้รวบรวมอาจารย์และนักวิจัยที่สนใจการวิจัยและพัฒนาวัคซีน มุ่งศึกษาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อและโรคที่ไม่ติดเชื้อ ได้แก่ โรคเอดส์ ไข้เลือดออก โรคภูมิแพ้และโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น

 

เพิ่มเติม

ศูนย์วิจัยวัคซีนจุฬาฯ ร่วมกับคณะต่างๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (คณะแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสัตวแพทย์ศาสตร์) รวมถึงมหาวิทยาลัยในหลายแห่งในประเทศไทย (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า) นอกจากนี้เรายังมีความร่วมมือระหว่างประเทศกับศูนย์วิจัยวัคซีนแห่งชาติ (VRC) สถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อ (NIAID) สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา กรมวิจัยเสริมและแอนติเจน โครงการวิจัยด้านเอชไอวีของกองทัพสหรัฐฯ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์วอลเตอร์รีด (สหรัฐอเมริกา) และอื่น ๆ

ภารกิจของศูนย์วิจัยวัคซีนจุฬาฯ คือ “การค้นพบ พัฒนาและส่งมอบวัคซีนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง” สำหรับการใช้ภายในประเทศในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่มีรายได้ต่ำ

 
งานวิจัยเด่น

สิ่งพิมพ์

  1. Ketloy C, Keelapang P, Prompetchara E, Suphatrakul A, Puttikhunt C, Kasinrerk W, Konishi E, Sittisombut N, Ruxrungtham K. Strategies to improve the immunogenicity of prM+E dengue virus type-2 DNA vaccine. Asian Pac J Allergy Immunol. 2017 Mar;35(1):11-19.
  2. Umthong S, Buaklin A, Jacquet A, Sangjun N, Kerdkaew R, Patarakul K, Palaga T. Immunogenicity of a DNA and Recombinant Protein Vaccine Combining LipL32 and Loa22 for Leptospirosis Using Chitosan as a Delivery System. J MicrobiolBiotechnol. 2015 Apr 28;25(4):526-36.
  3. Bouaziz A, Walgraffe D, Bouillot C, Herman J, Foguenne J, Gothot A, Louis R, Hentges F, Jacquet A, Mailleux AC, Chevigné A, Galleni M, Adam E, Dumez ME. Development of recombinant stable house dust mite allergen Der p 3 molecules for component-resolved diagnosis and specific immunotherapy. Clin Exp Allergy. 2015 Apr;45(4):823-34.
  4. Prompetchara E, Ketloy C, Keelapang P, Sittisombut N, Ruxrungtham K. The immunogenicity of tetravalent dengue DNA vaccine in mice pre-exposed to Japanese encephalitis or Dengue virus antigens. Asian Pac J Allergy Immunol. 2015; 33:182-188.
  5. Buaklin A, Palaga T, Hannaman D, Kerdkaew R, Patarakul K, Jacquet A. Optimization of the immunogenicity of a DNA vaccine encoding a bacterial outer membrane lipoprotein. MolBiotechnol. 2014 Oct;56(10):903-10.
  6. Pornsuriyasak P, Suwatanapongched T, Klaewsongkram J, Buranapraditkun S,
    Rotjanapan P. Acute respiratory failure secondary to eosinophilic pneumonia following influenza vaccination in an elderly man with chronic obstructive pulmonary disease. Int J Infect Dis. 2014 Sep; 26:14-6.
  7. Prompetchara E, Ketloy C, Keelapang P, Sittisombut N, Ruxrungtham K. Induction of neutralizing antibody response against four dengue viruses in mice by intramuscular electroporation of tetravalent DNA vaccines. PlosOne. 2014; 9: 1-6.
  8. Pulsawat P, Jacquet A. Is electroporation decisive for the efficacy of DNA vaccine against house dust mite allergy? Expert Rev Vaccines. 2013 Sep;12(9):977-9.
  9. Pulsawat P, Pitakpolrat P, Prompetchara E, Kaewamatawong T, Techakriengkrai N, Sirivichayakul S, Buranapraditkun S, Hannaman D, Ruxrungtham K, Jacquet A. Optimization of a Der p 2-based prophylactic DNA vaccine against house dust mite allergy. Immunol Lett. 2013 Mar;151(1-2):23-30.
ติดต่อ

Assis. Prof. Kanitha Patarakul, M.D., Ph.D.

Director, Center of Excellence in Vaccine Research and Development

Email: Kanitha.Pa@chula.ac.th, kpatarakul@gmail.com

 

Associate Professor Alain Jacquet, PhD.

Co-Director, Center of Excellence in Vaccine Research and Development

Email: Alain.j@chula.ac.th

 

ศูนย์วิทยาศาสตร์โอมิกส์และชีวสารสนเทศ

ศูนย์วิทยาศาสตร์โอมิกส์ฯจัดตั้งขึ้นด้วยการสนับสนุนจากโครงการเสริมสร้างพลังจุฬาฯ ก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เพื่อการศึกษาชีววิทยาระดับโมเลกุลแนวใหม่ในลักษณะครอบคลุมทั้งระบบที่ให้ข้อมูลปริมาณมากในขณะเดียวกัน มีเป้าหมายสำคัญในการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับนานาชาติ และเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความสนใจที่จะใช้โอมิกส์เป็นเทคโนโลยีฐานในการศึกษาวิจัยสิ่งมีชีวิต เพื่อให้มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และทำให้เกิดผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ

งานวิจัยเด่น

1. โครงการโอมิกส์เพื่อระบุเป้าหมายของการค้นพบยา
2. โครงการโอมิกส์เพื่อการควบคุมโรคติดชื้อในกุ้ง
3. โครงการโอมิกส์เพื่อการศึกษาความเครียดของข้าว
4. โครงการศึกษาเมตาโบโลมิกส์ในพืชและแบคทีเรีย
5. โครงการวิเคราะห์จีโนมและเครือข่ายวิถีเมแทบอลิสมของพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ใน Novosphingobium sp, PCY
6. โครงการฐานข้อมูลจุลลินทรีย์ในทะเล มนุษย์ และเพื่ออุตสาหกรรม
7. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณเพื่อรวบรวมฐานข้อมูลโอมิกส์

ติดต่อ

ศาสตราจารย์ ดร.อัญชลี ทัศนาขจร, ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์โอมิกส์และชีวสารสนเทศ
E-mail: anchalee.k@chula.ac.th
เว็บไซต์: http://www.omicscenter.sc.chula.ac.th/

 

ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาและสร้างเสริมสุขภาพ

ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาและสร้างเสริมสุขภาพมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยทางด้านสรีระวิทยาการออกกำลังกาย ชีวกลศาสตร์ การฝึกซ้อมเพื่อประสิทธิภาพและพัฒนาการทางกีฬา และการทดสอบและประเมินสมรรถภาพ  ทางศูนย์ดำเนินการวิจัยทางด้านสรีระวิทยาการออกกำลังกายโดยมุ่งเน้นด้านต่าง ๆ เช่น การตอบสนองของหัวใจและปอดต่อการกดดันทางกาย การปรับตัวของหลอดเลือดต่อการออกกำลังกายแบบฉับพลันและแบบยาวนาน การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่มีผลต่อชีวกลศาสตร์ของมนุษย์  นอกจากนี้ ทางศูนย์มีความสนใจในด้านประสิทธิภาพทางกีฬาเช่น การเพิ่มสมรรถภาพทางกาย การปรับปรุงการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มพลังทางกายในการทำงานในกีฬาชนิดต่าง ๆ  บุคลากรทางวิทยาศาสตร์การกีฬาของศูนย์มีความสนใจทางด้านเทคนิคการฝึกซ้อมแบบเจาะจงทางด้าน การฝึกความแข็งแรง การฝึกพลัยโอเมตริก และการฝึกในรูปแบบหนักสลับเบาแบบเข้มข้นที่มีผลต่อประสิทธิภาพทางกีฬา

งานวิจัยเด่น
  1. การตอบสนองของระบบหัวใจและปอดต่อการออกกำลังกายในกลุ่มบุคคลพิเศษ
  2. การปรับตัวของสรีรวิทยาทางกายและการตอบสนองของหลอดเลือดต่อการกระตุ้นของการออกกำลังกายในกลุ่มคนที่สุขภาพดีและกลุ่มผู้ป่วย
  3. การสร้างโปรแกรมที่มีผลต่อประสิทธิภาพทางกีฬา
  4. ปัจจัยทางชีวกลศาสตร์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จทางกีฬา
  5. การออกกำลังกายกับข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม
ติดต่อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิทธา พงษ์พิบูลย์
เว็บไซต์: http://www.spsc.chula.ac.th/

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลอดเลือดจุลภาค

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลอดเลือดจุลภาค พัฒนาจาก หน่วยปฏิบัติการวิจัย (Research Unit: RU) ครบเป็นปีที่ 7  โดยกลุ่มผู้วิจัยมีความมุ่งมั่นที่จะ เป็นผู้นำของประเทศในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนเลือดขนาดเล็ก  เพื่อสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อสังคม      การดำเนินงานของศูนย์ฯ แบ่งเป็นกลุ่มงานวิจัย คือ กลุ่มวิจัยที่เกี่ยวกับความผิดปกติของหลอดเลือดในเบาหวาน กลุ่มวิจัยที่เกี่ยวกับการยับยั้งการเกิดหลอดเลือดใหม่ในมะเร็ง กลุ่มวิจัยโรคหลอดเลือดในสมองกับผู้สูงวัย รวมทั้งงานวิจัยเชิงประยุกต์คือ การพัฒนานวตกรรมทางวิศวกรรมชีวเวชมาใช้ในการรักษาแผลเบาหวาน หรือการยับยั้งมะเร็ง เป็นต้น

งานวิจัยเด่น
  • การพัฒนาโมเดลสัตว์ทดลองเพื่อใช้ในการศึกษาโรคมะเร็ง
  • การรักษาแผลเบาหวานด้วยสเต็มเซลล์
  • การป้องกันความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองในผู้สูงวัยด้วยการออกกำลังกาย หรือ การใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  • การพัฒนานวตกรรมทางวิศวกรรมชีวเวชเพื่อใช้ในการรักษาหรืขนส่งสารสกัดสมุนไพร
ติดต่อ

ศ.ดร.สุทธิลักษณ์ ปทุมราช
โทร.: +66-22-252-7854
Ext. 2032
แฟกซ์: +66-22-256-4267

เว็บไซต์: www.micr.research.chula.ac.th

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันพัฒนามาจากหน่วย ปฏิบัติการวิจัยลูปัสซึ่งดำเนินการผลิตผลงานวิจัยมาต่อเนื่องกันตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความสนใจในโรคลูปัส จากหลายสาขาอาทิ ผู้เชี่ยวชาญระบบภูมิคุ้มกัน, ผู้เชี่ยวชาญโรคไต, ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง, ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ, นักพันธุกรรมศาสตร์, นักอณูชีวโมเลกุล, และ เภสัชกรคลินิก นอกจากนี้ยังเป็น Multi-Center Collaboration โดยมีความร่วมมือระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เพิ่มเติม

นการเก็บรวบรวมผู้ป่วยที่มีอาการแสดงในระบบต่างๆ ที่มีจำนวนเพียงพอต่อการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีแผนดำเนินการวิจัยหลักๆ 3 ด้าน คือ
I. Molecular Genetic Study
II. Diagnostic & Prognostic Marker Development (Molecular & Immunological Markers)
III. Patient Registry / Database Management & Clinical Trial (Multi-center)
ในปัจจุบันศูนย์ฯยังขยายงานวิจัยไปยังโรคอื่นๆที่มีพยาธิกำเนิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ยังเป็นปัญหา สุขภาพของประเทศ ได้แก่ โรคสะเก็ดเงินซึ่งเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่เกิดจากภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง ที่พบได้บ่อยที่สุดและอาจมีผลรุนแรงของอวัยวะอื่นๆได้ด้วย โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังซึ่งนำไปสู่ ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับซึ่งยังเป็นปัญหาสำคัญของประชากรไทยโดยพยาธิกำเนิดไม่ได้เกิดจากการ ทำลายจากเชื้อไวรัสโดยตรงแต่เป็นผลจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ ผิดปกติเป็นหลัก  รวมทั้งโรคติดเชื้อในกระแสเลือดก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ ของผู้ป่วยจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่รุนแรง  นอกจากนี้ระบบภูมิคุ้มกันยังเป็นด่านสำคัญต่อการ ปลูกถ่ายเซลล์และอวัยวะซึ่งเป็นการรักษาสุดท้ายของโรคต่างๆจำนวนมากในปัจจุบัน
ศูนย์ฯมีความเชี่ยวชาญด้านการหาดัชนีบ่งชี้การเกิดโรค พยากรณ์ความรุนแรงและ ภาวะแทรกซ้อนรวม ทั้งการตอบสนองต่อการรักษาโดยอาศัยเทคโนโลยีด้านอณูชีวโมเลกุลและภูมิคุ้มกันวิทยาโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างถูกต้องและเหมาะสมเฉพาะบุคคล (Personalized therapy) นอกจากนี้ความเข้าใจในกลไกการเกิดโรคมากขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ๆ รวมถึงการป้องกันโรคในอนาคตต่อไป

งานวิจัยเด่น

Key Publications (2016-1017)
1: Cannizzaro L, Rossoni G, Savi F, Altomare A, Marinello C, Saethang T, Carini
M, Payne DM, Pisitkun T, Aldini G, Leelahavanichkul A. Regulatory landscape of
AGE-RAGE-oxidative stress axis and its modulation by PPARγ activation in high
fructose diet-induced metabolic syndrome. Nutr Metab (Lond). 2017 Jan 13;14:5.

2: Surawut S, Ondee T, Taratummarat S, Palaga T, Pisitkun P, Chindamporn A,
Leelahavanichkul A. The role of macrophages in the susceptibility of Fc gamma
receptor IIb deficient mice to Cryptococcus neoformans. Sci Rep. 2017 Jan
11;7:40006.

3: Panich T, Chancharoenthana W, Somparn P, Issara-Amphorn J, Hirankarn N,
Leelahavanichkul A. Urinary exosomal activating transcriptional factor 3 as the
early diagnostic biomarker for sepsis-induced acute kidney injury. BMC Nephrol.
2017 Jan 7;18(1):10.

4: Ondee T, Surawut S, Taratummarat S, Hirankan N, Palaga T, Pisitkun P, Pisitkun
T, Leelahavanichkul A. FC Gamma Receptor IIB Deficient Mice: A Lupus Model with
Increased Endotoxin Tolerance-Related Sepsis Susceptibility. Shock. 2016 Nov 15.
[Epub ahead of print]5: Leelahavanichkul A, Worasilchai N, Wannalerdsakun S, Jutivorakool K, Somparn
P, Issara-Amphorn J, Tachaboon S, Srisawat N, Finkelman M, Chindamporn A.
Gastrointestinal Leakage Detected by Serum (1→3)-β-D-Glucan in Mouse Models and a
Pilot Study in Patients with Sepsis. Shock. 2016 Nov;46(5):506-518.

6: Kunanopparat A, Kimkong I, Palaga T, Tangkijvanich P, Sirichindakul B,
Hirankarn N. Increased ATG5-ATG12 in hepatitis B virus-associated hepatocellular
carcinoma and their role in apoptosis. World J Gastroenterol. 2016 Oct
7;22(37):8361-8374.

7: Leelahavanichkul A, Panpetch W, Worasilchai N, Somparn P, Chancharoenthana W,
Nilgate S, Finkelman M, Chindamporn A, Tumwasorn S. Evaluation of
gastrointestinal leakage using serum (1→3)-β-D-glucan in a Clostridium difficile
murine model. FEMS Microbiol Lett. 2016 Sep;363(18)
.

8: Khanuntong S, Kuptawintu P, Upaisilpsathaporn K, Poolchareon A, Bunworasate U,
Hirankarn N. The effect of missing KIR ligands, activating KIR genotype and
haplotype on the outcome of T-cell-replete hematopoietic stem cell
transplantation from HLA-identical siblings in Thai patients. HLA. 2016
Jun;87(6):422-31.

9: Vadcharavivad S, Praisuwan S, Techawathanawanna N, Treyaprasert W,
Avihingsanon Y. Population pharmacokinetics of tacrolimus in Thai kidney
transplant patients: comparison with similar data from other populations. J Clin
Pharm Ther. 2016 Jun;41(3):310-28.

10: Yüksel Ş, Kucukazman SO, Karataş GS, Ozturk MA, Prombhul S, Hirankarn N.
Methylation Status of Alu and LINE-1 Interspersed Repetitive Sequences in
Behcet’s Disease Patients. Biomed Res Int. 2016;2016:1393089.

11: Thipmanee O, Numnuam A, Limbut W, Buranachai C, Kanatharana P, Vilaivan T,
Hirankarn N, Thavarungkul P. Enhancing capacitive DNA biosensor performance by
target overhang with application on screening test of HLA-B*58:01 and HLA-B*57:01
genes. Biosens Bioelectron. 2016 Aug 15;82:99-104.

12: Kupatawintu P, Tatawatorn A, Premasathian N, Avihingsanon Y, Leelahavanichkul
A, Hirankarn N. Association between flow cytometric crossmatching and graft
survival in Thai cadaveric-donor kidney transplantation. Asian Pac J Allergy
Immunol. 2016 Mar;34(1):86-93.

13: Kunanopparat A, Hirankarn N, Kittigul C, Tangkijvanich P, Kimkong I.
Autophagy machinery impaired interferon signalling pathways to benefit hepatitis
B virus replication. Asian Pac J Allergy Immunol. 2016 Mar;34(1):77-85.

14: Leelahavanichkul A, Somparn P, Issara-Amphorn J, Eiam-ong S, Avihingsanon Y,
Hirankarn N, Srisawat N. Serum Neutrophil Gelatinase Associated Lipocalin (NGAL)
Outperforms Serum Creatinine in Detecting Sepsis-Induced Acute Kidney Injury,
Experiments on Bilateral Nephrectomy and Bilateral Ureter Obstruction Mouse
Models. Shock. 2016 May;45(5):570-6.

15: Anutrakulchai S, Panaput T, Wongchinsri J, Chaishayanon S, Satirapoj B,
Traitanon O, Pima W, Rukrung C, Thinkhamrop B, Avihingsanon Y. A multicentre,
randomised controlled study of enteric-coated mycophenolate sodium for the
treatment of relapsed or resistant proliferative lupus nephritis: an Asian
experience. Lupus Sci Med. 2016 Jan 14;3(1):e000120.

16: Kongkavitoon P, Tangkijvanich P, Hirankarn N, Palaga T. Hepatitis B Virus HBx
Activates Notch Signaling via Delta-Like 4/Notch1 in Hepatocellular Carcinoma.
PLoS One. 2016 Jan 14;11(1):e0146696.

17: Leelahavanichkul A, Pongpirul K, Thongbor N, Worasilchai N, Petphuak K,
Thongsawang B, Towannang P, Lorvinitnun P, Sukhontasing K, Katavetin P,
Praditpornsilpa K, Eiam-Ong S, Chindamporn A, Kanjanabuch T. (1→3)-β-d-Glucan and
Galactomannan for Differentiating Chemical “Black Particles” and Fungal Particles
Inside Peritoneal Dialysis Tubing. Perit Dial Int. 2016 Jul-Aug;36(4):402-9.

18: Tantivitayakul P, Benjachat T, Somparn P, Leelahavanichkul A, Kittikovit V,
Hirankarn N, Pisitkun T, Avihingsanon Y. Elevated expressions of myeloid-related
proteins-8 and -14 are danger biomarkers for lupus nephritis. Lupus. 2016
Jan;25(1):38-45.

ติดต่อ

ศ.พญ.ดร.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์  ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
โทร.: +662-256-4132
แฟกซ์: +662-252-5952
E-mail: Nattiya.H@chula.ac.th

เว็บไซต์: http://micro.md.chula.ac.th/?page_id=1426

หน่วยวิจัย

หน่วยวิจัยการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน

  • วิจัยต่อยอดเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการป้องกันและจัดการปัญหาการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน
  • พัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสุขภาพที่ดี
  • พัฒนาเนื้อหาการเรียนการสอนในหลักสูตรปริญญาตรีและโท เพื่อผลิตบุคลากรด้านสุขภาพที่มีความสามารถจัดการปัญหาการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
  • ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานต่างๆ ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน รวมถึงคลินิกกายภาพบำบัดเฉพาะทางด้านการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อจากการทำงาน
งานวิจัยเด่น
  • โปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคปวดคอ/บ่าและหลังสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงาน หรือ Offixercise®
  • แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนในการคำนวณก้าวเดินต่อวันเพื่อป้องกันการเกิดโรคปวดคอ/บ่า ในผู้ที่ทำงานในสำนักงาน
  • แบบคัดกรองความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคปวดคอ/บ่าและหลังสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงาน
  • แบบสอบถามความฉลาดทางสุขภาพ (Health literacy) เพื่อทำนายความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคปวดคอ/บ่าและหลังสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงาน
  • คู่มือการดูแลโรคปวดคอ/บ่าและหลังสำหรับผู้ที่ทำงานในสำนักงาน

ติดต่อ

ศาสตราจารย์ ดร. ประวิตร เจนวรรธนะกุล

โทร:     02 218 3767, (มือถือ) 089 789 5995
แฟกซ์:  02 218 3766
อีเมล์:    prawit.j@chula.ac.th

 

หน่วยปฏิบัติการวิจัยศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารที่จะพัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับเซลล์

หน่วยปฏิบัติการวิจัยศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารที่จะพัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับเซลล์ เป็นหน่วยงานที่มีความเข้มแข็งในการทำงานวิจัยที่ใช้เซลล์เป็นเครื่องมือทดสอบด้านต่างๆ เช่น ศึกษาเกี่ยวกับมะเร็ง  โรคเลือด และโรคทางเมแทบอลิซึม สารต้านออกซิเดชัน และการนำส่งสารเข้าสู่เซลล์ โดยหน่วยวิจัยฯ มีคณาจารย์และนักวิจัยที่มีประสบการณ์การทำวิจัยในศาสตร์ต่างๆ มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัฒนาหน่วยวิจัยฯ ให้มีความเชี่ยวชาญทางการวิจัย และเป็นแหล่งอ้างอิงที่สำคัญในระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

งานวิจัยเด่น

หน่วยปฏิบัติการวิจัยศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารที่จะพัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับเซลล์ เกิดจากคณาจารย์และนักวิจัยร่วมมือกันผลิตผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูล ISI และ SCOPUS มากถึง 111 ฉบับ แต่ละฉบับล้วนแล้วเป็นวารสารที่มี impact factor ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยในหน่วยปฏิบัติการวิจัยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หน่วยปฏิบัติการวิจัยมีนิสิตระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเป็นกำลังสำคัญ โดยหน่วยปฏิบัติการวิจัยมีการฝึกฝนบัณฑิตให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีพื้นฐานทางการวิจัยที่เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นให้สามารถผลิตผลงานวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งนี้หน่วยปฏิบัติการวิจัยมีการเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานต่างทั้งภายในและภายนอกประเทศ สำหรับการติดต่อกับภาคเอกชน หน่วยงานมีผลงานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์การวิจัยจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างการยอมรับและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศต่อไป

ติดต่อ

รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ
ภาควิชาเภสัชวิทยาและสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์
โทรศัพท์ 02-2188342
โทรสาร 02-2188340
อีเมลล์ pithi.c@chula.ac.th

หน่วยปฏิบัติการวิจัยอณูชีววิทยาของมาลาเรียและปรสิตฉวยโอกาส

หน่วยปฏิบัติการวิจัยอณูชีววิทยาของมาลาเรียและปรสิตฉวยโอกาสได้รับการก่อตั้งในปี พ.ศ. 2551 สังกัดภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โดยมีพันธกิจเพื่อการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ทางคลินิกเกี่ยวกับเชื้อมาลาเรียที่ก่อโรคในคนและในไพรเมต โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้านระบาดวิทยาระดับโมเลกุล การวินิจฉัยแนวใหม่และวิวัฒนาการของเชื้อมาลาเรีย ซึ่งผลงานวิจัยบุกเบิกและจัดอยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศคือการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อพลาสโมเดียมโนวลิไซ นอกจากนี้หน่วยปฏิบัติการวิจัยยังทำการศึกษาครอบคลุมปรสิตฉวยโอกาสซึ่งเป็นปัญหาของประเทศอีกหลายชนิด อาทิ เชื้อไมโครสปอริเดีย โปรโตซัวในกลุ่มค็อกซิเดียในลำไส้ เชื้อนิวโมซีสติสและเชื้ออะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระในธรรมชาติชนิดที่สามารถก่อโรคได้ในคน งานวิจัยที่ผ่านมาได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย งบประมาณแผ่นดิน และงบประมาณจากต่างประเทศ

งานวิจัยเด่น
  • ระบาดวิทยาระดับโมเลกุลของเชื้อพลาสโมเดียมโนวลิไซในคนและลิงมาแคกในประเทศไทย
  • ความผันแปรตามพื้นที่และเวลาและพันธุกรรมของประชากรของเชื้อมาลาเรียในคนตามแหล่งปรากฎโรคที่สำคัญของประเทศไทย
  • ความหลากหลายทางพันธุกรรมและวิวัฒนาการระดับโมเลกุลของเชื้อมาลาเรียที่ก่อโรคในคนและที่พบในไพรเมต
  • การวิเคราะห์พันธุกรรมและประยุกต์เพื่อการวินิจฉัยสำหรับเชื้อไมโครสปอริเดีย โปรโตซัวในกลุ่มค็อกซิเดียในลำไส้ เชื้อนิวโมซีสติสและเชื้ออะมีบาที่อาศัยเป็นอิสระในธรรมชาติชนิดที่สามารถก่อโรคได้ในคน
  • การค้นพบปรสิตก่อโรคในคนชนิดใหม่หรือสายพันธุ์ใหม่
    แหล่งทุน:    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย งบประมาณแผ่นดินประจำปี สำนักงานคณะกรรมการวิจัย
    แห่งชาติ ทุนวิจัยรัชดาภิเษกสมโภช ทุนวิจัยจากกระทรวงสุขภาพ สวัสดิการและแรงงาน
    (ประเทศญี่ปุ่น) ทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี The Hitachi Scholarship Foundation
    (ประเทศญี่ปุ่น) และThe National Institutes of Health (สหรัฐอเมริกา)
    ความร่วมมือที่สำคัญ: Department of Biological Sciences, University of South Carolina
    (สหรัฐอเมริกา); Department of Entomology, The Pennsylvania State University
    (สหรัฐอเมริกา); Department of Infectious Diseases, Tokai University School of
    Medicine (ประเทศญี่ปุ่น); Department of Human Genetics, Graduate School of
    Medicine, University of Tokyo (ประเทศญี่ปุ่น); King Faisal Specialist Hospital &
    Research Center (ราชอาณาจักรซาอุดีอะราเบีย) และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในและ
    ต่างประเทศ

ติดต่อ

 ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สมชาย จงวุฒิเวศย์ (หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ)

โทร.: +662-2564761
แฟกซ์: +662-2525944
E-mail: jongwutiwes@gmail.com

ที่อยู่

สำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาคารจามจุรี 5 ชั้น 6 
ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

E- Mail:  research@chula.ac.th  FAX: 02-218-0236
โทรศัพท์ : 
ฝ่ายทุนวิจัย: 02-218-0213, 02-218-0215
ฝ่ายพัฒนาและบูรณาการงานวิจัย: 02-218-0219, 02-218-2034, 02-218-0220
ฝ่ายวิเคราะห์และเผยแพร่: 02-218-0240, 02-218-0238

คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน 02-218-3202