เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2566 เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) จัดปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Roles of Research Net Zero Ambitions” และเสวนา “Net Zero in Action: From Policy to Research and Innovation” ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์เวิลด์ เซ็นทรัล ซึ่งจัดขึ้นภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงาน โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุตเขตต์ นาคะเสถียร ประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) กล่าวรายงานถึงการร่วมมือกันของทั้ง 8 มหาวิทยาลัย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ในการจัดนิทรรศการ งานเสวนา และปาฐกถาพิเศษในธีมที่มีชื่อว่า “Roles of Research towards Net Zero Ambitions” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเกิดการเตรียมตัวถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต อีกทั้ง การแสดงผลงานวิจัยที่เกี่ยวของกับนโยบายของประเทศเพื่อปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในหัวข้อ “R-U-N” ซึ่งนอกจะล้อไปกับชื่อย่อของเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) แล้ว ยังสื่อถึงกระบวนการ Reduction Utilization และ Neutralization เพื่อนำไปสู่การเป็น Net Zero ของประเทศอีกด้วย โดยหวังว่าจะช่วยตอบสนองนโยบายของประเทศที่นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต
ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Roles of Research towards Net Zero Ambitions” ได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม กล่าวว่า
“เมื่อได้มีการพยายามสร้างวัสดุใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและนำเสนอไปสู่ภาคเอกชนจนเป็นที่ยอมรับ จะส่งผลให้ภาครัฐบาลมีการสร้างมาตรการในเชิงรุกกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งผมมองว่าเราควรมีทางออกให้กับภาคอุตสาหกรรมก่อน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ยาก ในขณะนี้เรามีงานวิจัยที่สามารถเป็นทางออกได้ แต่ถ้าทางออกนั้นมีราคาที่สูงกว่า ก็ต้องหาวิธีการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยเช่นเดียวกัน”
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพรเล็งเห็นว่า การลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนที่ต้องช่วยกัน ในส่วนของภาคการวิจัย นักวิจัยเริ่มมีการรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างผลงานที่ตอบโจทย์ปัญหาสังคมมากขึ้น อีกส่วนที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย คือภาคเอกชน เพราะ ‘สิ่งที่มีประโยชน์ คือสิ่งที่นำไปใช้’ การได้รับโจทย์และการสะท้อนปัญหาจากภาคเอกชนจะทำให้งานวิจัยสามารถใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมองว่า Net Zero Ambitions ควรขยายผลไปสู่การสร้างหลักสูตรที่ถูกบรรจุอยู่ในการเรียนการสอน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ Net Zero ขั้นพื้นฐานให้กับคนยุคใหม่ที่มีส่วนในการปรับเปลี่ยนสังคมในอนาคต
คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) มุ่งเน้นและให้การสนับสนุนแก่กลุ่มวิจัยที่มีนักวิจัยจากหลากหลายสถาบัน มีเป้าหมายการวิจัยที่เจาะจงประเด็นปัญหามากขึ้น และมีการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ต้องการนำงานวิจัยไปใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม
คุณสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ Head of the Corporate Venture Capital Group at Banpu ในฐานะของภาคเอกชน มีมุมมองและความสนใจในด้านการวิจัย Net Zero ที่พยายามปรับตัวและพัฒนาธุรกิจพลังงานถ่านหินให้เป็นพลังงานสะอาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีการร่วมมือกับบริษัทในเครือและบริษัทพลังงานสะอาดทั้งในและต่างประเทศ ในอนาคตบ้านปู มีเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตก๊าซและถ่านหินให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีและผลจากการวิจัยในการจัดการกักเก็บผลผลิตของก๊าซ รวมถึงสร้างความร่วมมือในการลงทุนกับบริษัทที่เกี่ยวกับ Net Zero ในต่างประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับประเทศไทย
“เราต้องการร่วมงานกับหน่วยงานวิจัยในไทย ซึ่งขณะนี้มีความร่วมมือกับ สวทช. ในการวิจัยร่วมกัน เรื่อง Carbon Neutrality รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนพนักงานเพื่อเข้ามาทำงานร่วมกับองค์กรของเรา ในการศึกษาและแลกเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อการวิจัย มีการสร้างความร่วมมือกับ อว. เพื่อผลักดันการใช้ EV ในประเทศไทย รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องรถพลังงานไฟฟ้า ซึ่งในเร็วนี้ กำลังจะมีความร่วมมือเพื่อผลักดันงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยให้เป็น Net Zero เร็วยิ่งขึ้น”
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวถึงการรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีที่แถลงการณ์ในที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 (COP26) เรื่องการพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำในปี 2050 จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนการงานระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมไปพร้อมกัน โดยทำงานวางแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อสร้างกำลังคน สร้างงานวิจัยใน 3 ประเด็น (BCG/CCUS/Decarbonize) ที่นำไปสู่การถ่ายถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างนโยบายและการตลาดที่ทำให้คนไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก Net Zero ได้
“ภาพใหญ่ในการดำเนินมาตรการในการทำงานเป็นส่วนสำคัญ นโยบายต้องชัดเจน ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับวาระแห่งชาติ เราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องหาวิธีในการสนับสนุนกำลังคนให้ยืนอยู่ในจุดนี้ได้ เช่น การหมุนเวียนกำลังคนที่มีความรู้ในด้านนั้น ๆ จากองค์กรเอกชนงคนให้ยืนอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไรหลักประกันเมื่อเกิดความเสียหายในการทดลองนำผลวิจัยไปใช้ปเข้าไปทำงานหรือออกมาแลกเปลี่ยนกับภาครัฐ เพื่อนำความรู้กลับไปทำงานด้าน Carbon Credit ให้คุ้มค่าและเป็นพลังงานสีเขียว ซึ่งการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนจะตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้น”
รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะตัวแทนจากภาควิชาการ ได้ให้ข้อสังเกตถึงปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้งานวิจัยไม่ถูกผลักดันไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบาย ส่วนหนึ่งมาจากโจทย์วิจัยที่ไม่ได้มาจากผู้ใช้และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขาดความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ข้อมูลยากเกินความเข้าใจของผู้ใช้งาน หรือการที่ผู้วิจัยไม่สามารถเข้าใจและโน้มน้าวให้ผู้กำหนดนโยบายนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงการไม่ได้รับทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
“นักวิจัยควรมีมุมมองในการปรับตัวเพื่อผลักดันงานวิจัยปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง คือ ต้องผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ มองหาโจทย์วิจัยจากผู้ใช้ประโยชน์จากการลงภาคสนามอย่างสม่ำเสมอ ทำวิจัยในเรื่องเดียวกันอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันควรทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ร่วมกับนักวิจัยในสาขาต่าง ๆ ร่วมด้วย ในส่วนของการเสนอแนะนโยบายควรอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประเมินผลประโยชน์และลดต้นทุนที่จะเกิด หากไม่ดำเนินการ รวมถึงทำความเข้าใจเรื่อง Business Model เพื่อใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่จะผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ และไม่ลืมที่จะย่อยความรู้จากงานวิจัยเพื่อเผยแพร่ศักยภาพของงานวิจัยให้กับผู้ใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ”
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้งานวิจัยไม่ถูกผลักเป็นนโยบายได้ เช่น การใช้นโยบายประชานิยมผ่านการช่วยเหลือที่ไม่มีเงื่อนไข ขาดแคลนบุคลากรที่เข้าใจในเชิงลึก กฎหมายและกฎระเบียบไม่เอื้ออำนวย ขาดแพลตฟอร์มกลางที่สามารถจัดประเภทงานพร้อมใช้ หรือการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษามีน้อย รวมถึงการจัดการเชิงนโยบายของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้อยู่รั้งท้าย
ข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ ควรจัดประเภทและคัดกรองงานวิจัยในฐานข้อมูลกลางตามศักยภาพที่นำไปใช้ประโยชน์ และสนับสนุนการวิจัยเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ และกฎเกณฑ์ในการพิจารณาจัดสรรทุนที่เอื้อต่อการนำไปใช้ประโยชน์ สร้างมาตรการที่จูงใจเพื่อนำไปสู่การวิจัย พัฒนาคลังข้อมูลผู้เชี่ยวชาญพร้อมยกระดับความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากลไกเพื่อผู้ผลิตงานวิจัยและหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ในทุกภาคส่วนในการพัฒนาโจทย์วิจัยไปสู่หน่วยงานผู้ใช้ทุน ส่งเสริมสนับสนุนผลงานวิจัยทดลองในพื้นที่จริงให้ครอบคลุมหลายพื้นที่ ให้หลักประกันเมื่อเกิดความเสียหายในการทดลองนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะ Up-Skills / Re-skills ผู้ใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยขั้นสูงเพื่อให้พร้อมรับองค์ความรู้
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวถึงการรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีที่แถลงการณ์ในที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 (COP26) เรื่องการพลิกโฉมประเทศไทยให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำในปี 2050 จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนการงานระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนและนวัตกรรมไปพร้อมกัน โดยทำงานวางแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อสร้างกำลังคน สร้างงานวิจัยใน 3 ประเด็น (BCG/CCUS/Decarbonize) ที่นำไปสู่การถ่ายถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างนโยบายและการตลาดที่ทำให้คนไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก Net Zero ได้
“ภาพใหญ่ในการดำเนินมาตรการในการทำงานเป็นส่วนสำคัญ นโยบายต้องชัดเจน ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับวาระแห่งชาติ เราต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องหาวิธีในการสนับสนุนกำลังคนให้ยืนอยู่ในจุดนี้ได้ เช่น การหมุนเวียนกำลังคนที่มีความรู้ในด้านนั้น ๆ จากองค์กรเอกชนงคนให้ยืนอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไรหลักประกันเมื่อเกิดความเสียหายในการทดลองนำผลวิจัยไปใช้ปเข้าไปทำงานหรือออกมาแลกเปลี่ยนกับภาครัฐ เพื่อนำความรู้กลับไปทำงานด้าน Carbon Credit ให้คุ้มค่าและเป็นพลังงานสีเขียว ซึ่งการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนจะตอบโจทย์ความต้องการได้มากขึ้น”
ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้อำนวยการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวถึงแนวทางการมุ่งเป้าไปสู่ Carbon Neutrality หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 ์จาก ้างนโยบายและรองรับ้องในประเทศนิยม ผ่านการช่วยเหลือที่ไม่มีเงื่อนไข ย ได้แก่โดยการสร้างมาตรการเข้ามารองรับการเพิ่มพลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) การยุติการใช้ถ่านหิน การใช้ไฮโดรเจน การกักเก็บก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการปรับตัว ซึ่งมีแผนในการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ มีทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ด้านการค้าและการลงทุน ด้านพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิต ด้านการเพิ่มแหล่งกักเก็บ/ดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และด้านกฎหมาย อบก.ยังมีโครงการที่ผลักดันและส่งเสริมอันได้แก่มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body: VVB) เพื่อสร้างแรงจูงใจในภาคเอกชนเพื่อเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
“นักวิจัยที่กำลังศึกษาวิจัยในมาตรการต่าง ๆ ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก จะช่วยสนับสนุนงานของ อบก. ได้เป็นอย่างดี เรายังมีมาตรการอีกหลายอย่างที่ผู้พัฒนาโครงการสนใจและยังไม่มีระเบียบวิธีการคำนวณที่ครอบคลุม เช่น BioChar, CCUS ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เทคโนโลยี Remote sensing และ AI ในการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ เป็นต้น”
ขั้นตอนการพิจารณาและออกแบบมาตรการต่าง ๆ อาจต้องมีเครื่องมือหรือกลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยผู้วิจัยหรือหน่วยงานวิจัยที่สามารถเข้ามาร่วมสนับสนุนในด้านการศึกษาข้อมูลแบบ area based เพื่อหาจุดแพร่และลดการปลดปล่อย รวมถึงการคำนวณเพื่อรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Embedded Emission) เพื่อช่วยผู้ประกอบการในการคำนวณเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในผลิตภัณฑ์ก่อนส่งออก
ปัจจุบัน มาตรการด้านดูแลก๊าซเรือนกระจกยังมีไม่ครอบคลุมในทุกมิติ และต้องมีการศึกษาการวิจัยเพิ่มเติม รวมถึงการพัฒนากำลังคนในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งการสร้างหลักสูตรหรือการอบรมในการพัฒนาคนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไปสู่ต่างประเทศ การเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับอนาคต ถ้าภาควิจัยช่วยสนับสนุนในส่วนนี้ก็จะทำให้การพัฒนามาตรการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คุณนที สิทธิประศาสน์ กรรมการและเลขานุการ สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในส่วนของภาคเอกชนที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีแรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศเข้ามาเป็นกระบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนการตลาดมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยอาจจะต้องเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป
“โจทย์ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อนำนวัตกรรมด้านพลังงานไปสู่การใช้เทคโนโลยีเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดอย่าง ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่ชัดเจน การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100 – Renewable Energy 100) ผลักดันการวิจัยและพัฒนา Carbon Capture และ hydrogen หรือพลังงงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก การเตรียมพร้อมเพื่อเป็นฐานกำลังการผลิต EV และพัฒนากระบวนการ R&D ให้มั่นคง”